News

ระบบเลือกตั้งไม่ใช่การวัดดวง จะป่วงไม่ป่วงอยู่ในรัฐธรรมนูญ

“รัฐธรรมนูญไม่ปัง! ผลเลือกตั้งเลยป่วง!


หลังจากศึกเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาที่ดุเดือดเลือดผล่านผ่านพ้นไป ทำให้เราได้เห็นแล้วว่า ความแตกต่างทางความคิดความแตกต่างทางอุดมการณ์ย่อมชิงชัยกันผ่านสนามเลือกตั้งอันเป็นพื้นฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย
.
หลายคนกล่าวว่า ระบบเลือกตั้งของสหรัฐที่ประชาชนไปเลือก “คณะผู้เลือกตั้ง” (Electoral College) และให้คณะผู้เลือกตั้งในแต่ละมลรัฐ ไปโหวตเลือกประธานาธิบดีต่อไป
.
โดยการเลือกตั้งคณะผู้เลือกตั้งนั้นจะใช้ระบบ winner take-all หรือผู้ชนะกินรวบ คือ ถ้าพรรคไหนได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งในรัฐนั้น ก็จะได้คณะผู้เลือกตั้งของรัฐนั้นไปทั้งหมด ซึ่งแต่ละรัฐจะมีจำนวนไม่เท่ากัน เช่น รัฐเนวาดามี 6 เสียง รัฐเพนซิลเวเนีย มี 20 เสียง เป็นต้น
.
ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ระบบเลือกตั้งลักษณะนี้ว่าอาจจะไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนชาวสหรัฐได้ ดังเห็นได้จาก การเลือกตั้งในปี 2016 ฮิลลารี ได้คะแนนเสียงรวมจากประชาชนมากกว่าทรัมป์ เกือบ 3 ล้านคะแนนเสียง แต่ด้วยระบบการเลือกตั้งแบบ winner take-all ทำให้ทรัมป์สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีได้สำเร็จ
.
แต่คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า ระบบการเลือกตั้งแบบนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนหรือไม่ แต่คำถามคือ ทำไมประชาชนชาวสหรัฐถึงยังเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งแบบนี้อยู่???
.
คำตอบที่เข้าใจได้ไม่ยากคงเป็นเพราะ
.
ประชาชนชาวสหรัฐเชื่อและเคารพในรัฐธรรมนูญของตน รัฐธรรมนูญที่ใช้มาตั้งแต่แรกก่อตั้งประเทศ รัฐธรรมนูญที่คงอยู่สถาพรฉบับเดียวและเป็นศูนย์รวมใจของชาวสหรัฐที่ไม่ว่า “ใครหน้าไหน” ก็จะละเมิดมิได้
.
ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ ย่อมส่งผลถึงความศักดิ์สิทธิ์ของการเลือกตั้ง แม้ผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร อาจจะไม่พอใจใครหลายคน แต่สิ่งที่ประชาชนชาวสหรัฐตระหนักรู้ จนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง คือ การเคารพผลการเลือกตั้ง และรอให้มีการเลือกตั้งใหม่ในสมัยหน้าหากตนไม่พอใจ ซึ่งเป็นไปตามครรลองระบอบประชาธิปไตย
.
หันมาดูประเทศไทย
ทำไมหลายคนถึงไม่พอใจระบบเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ยอมรับผลของการเลือกตั้ง และเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำไมถึงไม่รอให้มีการเลือกตั้งสมัยหน้า ทำไมเราถึงไม่เหมือนสหรัฐ ทำไม???
.
คำตอบที่แสนจะง่ายคงเป็นเพราะ
.
ประชาชนไม่เชื่อมั่นและไม่มั่นใจในความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญไทย รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ถูกร่างโดยประชาชน รัฐธรรมนูญที่เขาบอกว่า “ดีไซต์มาเพื่อพวกเขา” (แต่ไม่ได้ดีไซต์มาเพื่อเราทุกคน) รัฐธรรมนูญที่ออกแบบสถาบันการเมืองต่างๆ มากมายที่พิลึกพิลั่น รัฐธรรมนูญที่อ้างความชอบธรรมจากการประชามติ ทั้งๆ ที่การรณรงค์ให้รับร่างกระทำได้ แต่การรณรงค์ให้ไม่รับร่างกลับกระทำไม่ได้และมีประชาชนจำนวนไม่น้อยถูกจับเพียงเพราะเขาเหล่านั้นรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
.
รัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่ใช้มาอย่างยาวนานกว่า 200 ปี กับ รัฐธรรมนูญที่ถูกฉีกทิ้งฉีกขว้างเป็นกิจวัตรและร่างใหม่เรื่อยๆ เป็นงานอดิเรก จนถึงฉบับที่ 20 ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญสหรัฐกับไทย ก็คงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
.
ไหนจะอภินิหารมากมาย เช่น บัตรเขย่ง การนับคะแนนเลือกตั้งที่กินเวลากว่า 3 เดือน การได้สส.ปัดเศษ และอื่นๆ ก็คงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ถึงความ “อิหยังวะ” ของระบบการเลือกตั้ง และรัฐธรรมนูญ
.
จึงไม่แปลกใจที่ประชาชนไทยจะไม่ยอมรับระบบการเลือกตั้งและผลของการเลือกตั้งจากระบบนั้น ไม่เชื่อมั่นในรัฐธรรมนูญ และโหยหาที่จะได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนจริงๆ หากเราได้รัฐธรรมนูญของประชาชนวันใด วันนั้นประชาชนจะเชื่อมั่นและเคารพในความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ เคารพในการเลือกตั้งเฉกเช่นเดียวกันกับประชาชนชาวสหรัฐที่เคารพและเชื่อมั่นในรัฐธรรมนูญและระบบเลือกตั้งของตน
.
และเราหวังว่า “วันนั้น” กำลังจะมาถึงในไม่ช้า..
.
.
.
เรื่อง : ธีรชัย ระวิวัฒน์

เพราะ “บุญกรรม” หรือโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม หนุนนำให้เรา “จน”

เพราะ "บุญกรรม" หรือโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม หนุนนำให้เรา "จน"


“บุญกรรม” เป็นพื้นฐานความเชื่อทางพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลต่อวิธีคิด โลกทัศน์ และวิถีชีวิต ของคนไทยส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก โดยมักจะเชื่อกันว่า ชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันขณะนี้ ไม่ว่าจะสถานะทางเศรษฐกิจ หรือสถานะทางสังคมล้วนเกิดขึ้นจากเหตุแห่งบุญกรรมที่เคยกระทำไว้ในอดีตชาติ 
.
เช่น คนที่เกิดมาเป็นคนรวย ก็เชื่อว่าเพราะในอดีตชาติได้ทำบุญให้ทานไว้เยอะ จึงได้เกิดมาเป็นคนรวย หรือคนที่เกิดมาจน ก็เชื่อว่าเพราะอดีตชาติเราทำบุญให้ทานมาน้อย จึงทำให้ต้องเกิดมาเป็นคนจน 
.
ดังนั้นจึงเชื่อว่าในชาตินี้เ ราควรหมั่นให้ทาน รักษาศีล เพื่อสร้างกุศลกรรมไว้ในภายภาคหน้า กุศลกรรมนั้นอาจจะทำให้ชีวิต หรือสถานะทางสังคมของเราดีขึ้น (ในอนาคตกาล) เช่น อาจจะเกิดมาเป็นคนรวย หรือเกิดมามียศฐาบรรดาศักดิ์ เป็นต้น
.
โอเค…ความเชื่อไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล เป็นเรื่องเสรีภาพทางความเชื่อ ที่ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไรก็ได้ตามสิทธิเสรีภาพของตนเอง แต่ปัญหาใหญ่ของความเชื่อเช่นนี้คือ มันทำให้คนในสังคมไทยเกิดภาวะแห่งการสยบยอม เพียงเพราะเชื่อว่า “ก็เขาเป็นคนมีบุญ” 
.
แต่คำถามสำคัญที่ผู้เขียนอยากจะชวนให้ทุกคนร่วมคิด คือ เอ๊ะ…!! ในทุกวันนี้ที่เราจน ที่ชีวิตของเราไม่ดี ที่เราต้องถูกดูถูก ที่เราต้องถูกเหยียดหยาม หรือที่บีบให้เราต้องยอมรับว่าเป็นพวก “โง่ จน เจ็บ” มันเป็นเหตุแห่งบุญกรรม หรือเพราะโครงสร้างสังคมที่มันไม่เป็นธรรม จึงทำให้พวกเราจน จึงทำให้พวกเราไม่มีอันจะกิน และต้องยอมแบกรับสถานะ “โง่ จน เจ็บ” ของเราแบบนี้
.
หลายคนคงเคยได้ยินวลีที่ว่า “รวยกระจุก จนกระจาย” ผู้เขียนคิดว่าวลีนี้ สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นสภาวะ “รวยกระจุก จนกระจาย” จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผลจากบุญกรรมแต่อย่างใด แต่ที่มันเป็นเช่นนี้ เกิดขึ้นเพราะปัญหาเชิงโครงสร้างสังคม
.
ที่ว่า “รวยกระจุก จนกระจาย” มันเป็นเพราะว่าสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง คนจำนวนเพียงแค่ 1% ครอบครองที่ดินมากกว่าคน 90% ของประเทศ คนจำนวนเพียงแค่ 1% มีความร่ำรวยมากกว่าคนกว่า 90% รายได้ของกลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุด เมื่อเทียบกับคนที่มีรายได้น้อยที่สุด ห่างกันถึง 10.3 เท่า จนทำให้สังคมไทยถูกจัดอันดับจาก Global Wealth Report ในเดือนธันวาคม 2561 ติดอันดับที่ 4 ของประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก 
.
ความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ เกิดขึ้นจากปัญหาเชิงโครงสร้างหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจที่มีการคอปรัปชั่น เอื้อประโยชน์ให้เฉพาะกลุ่มคนที่ถือครองความร่ำรวยกันเอง ในด้านการเมือง รัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพและไม่สนใจที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง เป็นเพียงรัฐบาลที่พยายามรักษาอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองเท่านั้น ออกนโยบายอะไรมาก็เพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กลุ่มทุน และเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง
.
และที่สำคัญที่สุด คือ ความไม่เป็นประชาธิปไตยในสังคม ซึ่งทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม ทำให้ประชาชนขาดสิทธิและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ไม่ว่าจะทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา หรือแม้แต่บริการสาธารณสุข สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสิ่งที่ทำให้เรา “จน จน จน” ไม่ใช่เพราะผลจากบุญกรรมแต่ชาติปางก่อน
.
มักจะมีคนรวยและชนชั้นกลางบางคน มองว่าคนจนเป็นพวกขี้เกียจ เรามักจะได้ยินวลีเหล่านี้บ่อย ๆ เช่น วลีที่ว่า “ไม่อยากจน ก็จงขยันกว่านี้” เอาเข้าจริง ๆ แล้ว การที่พวกเขาจนนั้นไม่ใช่เพราะเขาไม่ขยัน แต่โครงสร้างสังคมที่มีปัญหาต่างหาก ที่ทำให้พวกเขาจน  
.
หากจะเปรียบให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น ทาสในอดีต ทำงานขยันแทนตายก็ไม่สามารถพ้นจากความเป็นทาส หรือเจริญก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจ และสถานะทางสังคมได้ เพราะโครงสร้างสังคมบีบให้เขาต้องป็นทาส ไม่ว่าจะขยันแค่ไหนก็ตาม เช่นเดียวกับคนจนในปัจจุบัน จะขยันให้ตายอย่างไร ก็ไม่มีวันที่สถานะทางเศรษฐกิจจะดีขึ้นได้ เพราะโครงสร้างสังคมมันทำให้เขาต้องจน
.
ดังนั้นทางออกที่ง่ายที่สุดสำหรับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ อย่างแรกเลย คือ พวกเราต้องทบทวนความคิด และปรับวิธีคิดใหม่เสียก่อนว่า ความจน และการขาดโอกาสของพวกเรา “ไม่ได้เป็นเพราะผลจากบุญกรรม ” และต้องปรับความคิดใหม่ให้ได้ว่า “เราสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ หากเราไม่สยบยอมต่ออำนาจ” เพียงเพราะเชื่อว่าเขามีบุญมากกว่าเรา เราต้องเลิกเชื่อว่าเพราะเขามีบุญ เขาถึงรวย แต่เราควรคิดใหม่ว่า เพราะโครงสร้างสังคมที่มีปัญหานี้ต่างหากที่เอื้อให้เขารวย และทำให้เราจนดักดานอยู่อย่างนี้ และเราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ด้วยอำนาจของพวกเราในฐานะเจ้าของประเทศ
.
เพราะฉะนั้น สังคมไทยจึงควรตระหนักได้แล้วว่า “ที่เราจน ไม่ใช่เพราะเรื่องของบุญกรรม ไม่ใช่เพราะไม่ขยัน แต่ที่จนก็เพราะโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาต่างหาก และพวกเราสามารถเปลี่ยนมันได้ หากพวกเราไม่สยบยอมต่อปัญหา ไม่คิดเพียงว่า “เอ่อ…คงเป็นกรรมของเรา” 
.
.
.
เรื่อง : ณัฐพงศ์ ดวงแก้ว
.
#เราไม่ได้จนเพราะเป็นกรรม
#แต่เราจนเพราะโครงสร้างสังคมที่เป็นปัญหา 

Nattapong Doungkaew

Nattapong Doungkaew

B.A.South-East Asia Studies Program, M.A. History Thammasat University.

ปีศาจแห่งกาลเวลา

“ศัตรูของท่านไม่ใช่เยาวชน แต่มันคือยุคสมัยที่ไม่มีใครจะฝืนได้”

ประโยคนี้เป็นประโยคที่คุณตุลย์ อพาร์ทเมนต์คุณป้า ได้โพสต์เฟสบุ๊คไว้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา 

ในกระแสที่โลกหมุนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง มีเด็กเกิดใหม่และมีคนตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คุณค่าแบบประชาธิปไตย ที่ทุกคนเท่าเทียมเสมอหน้ากัน ภายใต้กฎหมายที่มีที่มาจากประชาชน ได้กลายมาเป็นคุณค่าหลักของพลเมืองโลก 

ภายใต้ความสงบสามัคคีที่พวกเขาฝันถึงนั้น เป็นเพียงแค่ฉากอันสวยงาม แต่ปัญหาต่างๆ มันได้ถูกซุกซ่อนไว้หลังฉากมาตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมของรัฐอำนาจนิยมที่กระทำต่อผู้คนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม 

จนกระทั่งในวันนี้ ความโหดร้ายรุนแรงต่าง ที่ถูกซุกซ่อนไว้มาตลอดประวัติศาสตร์การสร้างชาติของเรา ก็ได้เพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้ให้แก่ปีศาจแห่งกาลเวลา 

ประวัติศาสตร์ที่เคยถูกบิดเบือน บัดนี้ได้ถูกรื้อสร้างขึ้นมาตีความและทำความเข้าใจใหม่ ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมที่เป็นเสมือนยาบรรเทาปวด ออกฤทธิ์กล่อมประสาท บัดนี้ได้เสื่อมฤทธิ์ลงไปแล้ว เราจึงได้เห็นภาพการดิ้นพล่านของคนบางกลุ่ม ที่เหมือนอาการของคนลงแดงเพราะขาดยา 

ความขัดแย้งในปัจจุบัน แท้จริงแล้วเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้ที่อยู่ใน “โลกเก่า” ที่ยากล่อมประสาทกำลังจะหมดฤทธิ์ และคนใน “โลกใหม่” ที่พวกเขาอยากเห็น อยากใช้ชีวิตและเติบโตในโลกที่พวกเขาคิดว่าพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกว่านี้ได้ 

พวกเขาอยากอยู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ไม่ใช่การบินไปเที่ยว (ต่างประเทศ) แค่ปีละครั้งสองครั้ง แต่พวกเขาอยากอาศัยประเทศไทยที่พัฒนาได้ถ้าอยากพัฒนาไปตลอดชีวิตที่เหลือของเขา

ศัตรูที่แท้จริงของระบอบเผด็จการ และคนที่ติดอยู่ในความหวานหอมรุ่งเรืองของอดีตอันจอมปลอมนั้นคือกาลเวลา ยุคสมัยที่ไม่อาจจะฝืนได้ เยาวชนเป็นเพียงผลผลิตของการเวลา เมื่อท่านทำร้ายกักขังเยาวชน กาลเวลาก็จะสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ จับหนึ่งเกิดร้อย จับร้อยเกิดแสน ไม่มีที่สิ้นสุดตราบใดที่เวลายังเดินไปข้างหน้า หากท่านสามารถหยุดกาลเวลาได้ท่านจึงจะสามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ 

เวลานี้ จึงไม่ใช่เวลามาตั้งคำถามว่า “ทำไม” เยาวชนคิดแบบนี้ อะไรที่ที่ให้พวกเขาเป็นเช่นนี้ ไม่ต้องไปสืบหาเบื้องหลังอะไรให้เสียเวลาและเปล่าประโยชน์ แต่สิ่งที่ท่านผู้ครองอำนาจต้องทำคือ การที่ต้อง “ยอมรับ” ว่าเกิดขึ้นแล้ว และจะอยู่กันยังไง อยู่กันแบบไหน

ท่านอาจจะเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ได้บางสิ่งบางอย่างชั่วครั้งชั่วคราว แต่ท่านไม่สามารถจะรักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ได้ตลอดไป 

โลกของท่านและพวกเขาเป็นคนละโลก และนับวันปีศาจแห่งกาลเวลาตนนี้ยิ่งจะสร้างเยาวชนเช่นนี้ออกมาเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน ปีศาจตนนี้ก็ได้กำจัด ทำลายคนในโลกเก่าลง ให้จำนวนลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน  ซี่กรงของท่านอาจขังดวงดาวได้ แต่มิอาจขังแสงแห่งดวงดาวได้

เรื่อง : สุธาวัฒน์ ดงทอง

สุธาวัฒน์ ดงทอง

สุธาวัฒน์ ดงทอง

Singhdam Chula, Graphic Designer and Tutor ,Give me liberty or give me death. #หนังสือสังคมพี่เป๊ปซี่
@pepsisocial

สังคมที่บิดเบี้ยว กับเยาวชนที่เป็นผลผลิตในมุมกลับ..

เป็นเวลา 3 เดือนกว่าแล้ว นับตั้งแต่การชุมนุมของนักศึกษาในนามกลุ่ม “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ที่ประชาชนได้ออกมาชุมนุมในทั่วทุกภูมิภาค เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการบริหารงานรัฐบาลและความต้องการประชาธิปไตยของประชาชน .อย่างไรก็ตาม สิ่งผู้เขียนจะให้ความสนใจตานนี้ไม่ใช่เรื่องข้อเรียกร้องหรือยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนไหวของม็อบหรอก แต่สิ่งที่สนใจที่สุด คือ การจัดการและความคิดสร้างสรรค์ของม็อบนี้ต่างหาก.ใครหลายคนอาจเรียกม็อบครั้งนี้ว่า “ม็อบคนรุ่นใหม่” แต่เมื่อดูดี ๆ จะพบว่าม็อบนี้ได้รวมคนจากหลายกลุ่ม หลายวัย หลายเจเนอเรชั่น หลายความคิด ไว้ด้วยกันโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันว่าประชาธิปไตยจะบังเกิดขึ้นในที่สุด.จริงที่สุดว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้เป็นของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งหรอก มันคือ ‘การต่อสู้ของราษฎร โดยราษฎร เพื่อราษฎร’ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันถูกจุดประกายและขับเคลื่อนไปด้วยแนวคิดของรุ่นใหม่เป็นตัวตั้ง ผสมกับประสบการณ์และความเก๋าของคนรุ่นก่อนเป็นตัวเสริม (ที่พวกเขาพร้อมใจจะสนับสนุนคนรุ่นใหม่เหล่านี้อย่างเต็มที่).หากตั้งใจมอง คนรุ่นใหม่คือผลผลิตอย่างไม่ตั้งใจของระบบที่ผิดรูปผิดร่างในสังคมที่บิดเบี้ยว พวกเขา (หลายคน) ถูกเลี้ยงดูมาโดยครอบครัวที่ไม่เข้าใจและบิดเบี้ยวตามสังคม.พวกเขาเติบโตในโรงเรียนอำนาจนิยมและระบบการศึกษาที่ไม่ได้ให้อะไร นอกจากบีบบังคับให้เป็นไปตามแบบของแม่พิมพ์ พวกเขาถูกฟูมฟักท่ามกลางสังคมที่วิปริตและบีบบังคับในทุกด้าน.แต่พวกเขากลับสามารถใช้สิ่งต่าง ๆ ที่ได้รับภายใต้โครงสร้างบิดเบี้ยว เพื่อหวังว่าจะสามารถบิดสังคมที่ผิดรูปผิดรอยให้กลับมาตรงอย่างที่ควรจะเป็น…...ทั้งคุณและผมที่รวมกันเป็นพวกเรา คงเห็นแล้วว่าม็อบนี้ถูกขัดขวางยังไงบ้างจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร สลายม็อบด้วยรถฉีดน้ำแรงดันสูง ไล่จับแกนนำ ไล่รื้อเต็นท์ ไล่ยึดหม้อกระทะจานชามกาละมังของโรงครัวแม่ยกแห่งชาติ บุกยึดหมวกกันน็อคถึงโรงงาน ไล่ตะเพิดรถขนของ รถเครื่องเสียง รวมถึงรถห้องน้ำ (เลือดเย็นมาก) .รัฐคงคิดว่าจะส่งผลต่อม็อบมากที่สุด อย่างการไล่ยึดลำโพงเครื่องเสียง เพื่อหวังว่าเมื่อม็อบสื่อสารกันเองไม่ได้ ก็คงจะหมดพลังและสลายตัวไปเอง แต่เปล่าเลย รัฐดูถูกเยาวชนเหล่านี้เกินไป.แม้จะถูกขัดขวางจากรัฐด้วยสารพัดวิธีการ แต่คนรุ่นใหม่กลับสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่รัฐไม่เคยตั้งใจจะมอบให้ ในการต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่าได้อย่างน่าประทับใจ .เพราะเมื่อตำรวจยึดรถเครื่องเสียงของม็อบและจับกุมแกนนำ มวลชนจึงเรียนรู้ที่จะสื่อสารกันเองด้วยการตะโกนบอกต่อ ใช้สัญญาณมือ และใช้ป้ายผ้า พวกเขาสามารถสื่อสารกันภายในม็อบ ทำงานร่วมกันได้แม้จะเป็นคนแปลกหน้า พวกเขาเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการม็อบกันเองได้อย่างน่าทึ่ง.ไม่มีเงินเหรอ เปิดระดมทุนให้ทุกคนเป็นท่อน้ำเลี้ยง ไม่มีเสบียงเหรอ ฉันเอาข้าว เอาน้ำ เอาขนม มาแจก ไม่มีหมวก แว่นตา หน้ากากกันแก๊สเหรอ ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันขนมาให้ ไม่มีที่หลับที่นอนเหรอ พ่อค้าแม่ค้าเอาของมาจนเงินหมดเหรอ โอเค ต้องการอะไรบอกมา ฉันจัดการเอง .พวกเขากำหนดศัพท์แสลงที่เข้าใจกันเองภายในกลุ่ม เช่น แกงค์มินเนียน ม็อคค่า แกงเทโพ CIA หรือนาตาชา พวกเขารู้จักการจู๊กหลบเจ้าหน้าที่ด้วยการเปลี่ยนสถานที่ชุมนุม และสามารถนัดหมายกันใหม่ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง.พวกเขาใช้คำเสียดสีที่สร้างสรรค์ในการล้อเลียนเสียดสีผู้มีอำนาจด้วยอารมณ์ขันอย่างร้ายกาจ พวกเขา ‘แกง’ ตำรวจด้วยวิธีการต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กับการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูดอย่างเสรี และแสดงออกตามความถนัดของแต่ละคนแต่ละกลุ่มอย่างอิสระ พวกเขามีความเข้าอกเข้าใจและอดกลั้นต่อความแตกต่าง .ทั้งหมดนี้ที่พวกเขาเรียนรู้และแสดงออก เกิดขึ้นภายใต้ระบบการศึกษาและสังคมที่บิดเบี้ยว สังคมที่ควบคุมและหล่อหลอมให้เป็นไปตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ .แต่พวกเขาคือผลผลิตที่ผู้มีอำนาจไม่ตั้งใจให้เกิดขึ้น คือผลผลิตที่เกิดจากความผิดพลาดและล้มเหลวของสังคมไทย แต่กลับมีศักยภาพและความสร้างสรรค์ได้ขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้น เราลองมาจินตนาการถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ สังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เติบโตตามความสามารถ ประเทศที่ไม่ได้กดทับและกีดกัน แต่รวมทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและรับฟังทุกเสียงเพื่อคนทุกกลุ่ม.ถ้าการเมืองดี ๆ มันเป็นไปได้ เด็กรุ่นใหม่อย่างลูกหลานของคุณลุงคุณป้า อย่างคุณและผมที่รวมเป็นพวกเรา คงจะได้ใช้เวลาไปกับการตามหาความฝัน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามที่พวกเราควรจะได้รับ แทนที่จะต้องมาตามหาประชาธิปไตยที่คนรุ่นปู่ย่าเคยตามหามาทั้งชีวิต และผลผลิตอย่างคนรุ่นใหม่จะมีศักยภาพที่จะช่วยพัฒนาประเทศและสร้างสังคมดี ๆ สำหรับทุกคนได้มากขนาดไหน.ภายใต้สังคมที่ ‘ผู้ใหญ่’ สยบยอมต่อความเป็นไปของสังคมไทยอย่างศิโรราบและสูญเสียความสามารถในการจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่า คนที่ ‘ผู้ใหญ่’ มองว่าเป็น ‘เด็ก’ กลับมีความฝันอย่างเต็มเปี่ยมว่า ‘สังคมที่ดีกว่า’ มันเป็นไปได้ และพวกเขาหวังว่าสักวันคนรุ่นต่อจากเขา จะได้มีชีวิตอยู่ในประเทศที่ดีกว่าที่พวกเขาต้องเผชิญ. ดั่งปณิธานของเตียง ศิริขันธ์ ขุนพลแห่งภูพาน“ด้วยความหวังว่าลูกหลานจะได้มีชีวิตในประเทศและสังคมที่มีความเป็นธรรม”.แด่ทุกการต่อสู้และดวงวิญญาณที่ยอมสละเพื่อประชาธิปไตย...เรื่อง : อภินัทธ์ เชงสันติสุข

เพราะการเมืองไม่ดี เราเลยมีวีรบุรุษ

ในความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา น่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อมีหลายต่อหลายคนใช้ประโยคที่กล่าวว่า “ถ้าการเมืองดี เราคงจะไม่.......” เพื่อชี้ให้เห็นปัญหาทางการเมืองจำนวนมากอย่างเป็นรูปธรรม.ที่ประทับใจที่สุดสำหรับผู้เขียน คือ ป้ายที่แปะไว้บนกรวยสีส้ม ซึ่งวางอยู่บนทางเท้าที่พังยับว่า “ถ้าการเมืองดี เราคงไม่มีสิ่งนี้” หรือ อย่างกรณีที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกสะเทือนใจที่สุด คือ คำพูดของสามเณรรูปหนึ่งที่ออกมาร่วมกับผู้ชุมนม กับนักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตย ว่า “ถ้าการเมืองดี ผมคงไม่ต้องบวชเรียนตั้งแต่แรก” คำพูดเหล่านี้มันช่างสะท้อนภาพปัญหาการเมือง ปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ได้เป็นอย่างดี.แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราเปลี่ยนรูปประโยคจากประโยคเงื่อนไข มาเป็นประโยคบอกสาเหตุ คือ เปลี่ยนจากการขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า “ถ้า...” มาเป็นคำว่า “เพราะ...” ก็สามารถอธิบายเหตุและที่มาของปัญหาทางการเมืองนั้น ๆ ได้เหมือนกัน เช่นเดียวกับโจทย์ที่จะเสนอในวันนี้ว่า “เพราะการเมืองไม่ดี เราเลยมีวีรบุรุษ”.คำถามคือ วีรบุรุษมาเกี่ยวข้องอะไรกับการเมือง หลายคนอาจจะไม่ทันได้เอะใจ แต่จากประวัติศาสตร์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีต เราจะเห็นว่ามีปรากฎการณ์การเกิดขึ้นของวีรบุรุษจำนวนมาก ซึ่งมีนามเรียกแตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะ "โพธิสัตว์" "ตนบุญ" "ผีบุญ" "วีรบุรุษ" "วีรสตรี" "กุมารา" "กุมารี" เยอะแยะไปหมด.วีรบุรุษเหล่านี้ เกิดขึ้นได้จากเงื่อนไขความไม่มั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม .ย้อนกลับไปในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 และช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1-2 จะพบว่ามีบุคคลที่ประกาศตนว่าเป็นวีรบุรุษ เพื่อช่วยกอบกู้บ้านเมือง ช่วยเหลือผู้คนในยามที่ตกทุกข์ได้ยากจำนวนมาก.ไม่ว่าจะปรากฎการณ์ "ผีบุญอีสาน" ที่ต่อสู้กับรัฐไทย ในภาคเหนือก็มีการต่อสู้ที่เมืองแพร่ หรือที่รู้จักในนาม "กบฎเมืองแพร่" หรือในเชียงใหม่ อย่าง "กบฎพญาปราบ" "ตนบุญครูบาศรีวิชัย" "นุ่งเหลือง-นุ่งดำ" ทุกขบวนการต่อสู้ของชาวนา ทุกกลุ่มวีรบุรุษเหล่านี้ เกิดขึ้นมาจากความไม่มั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งสิ้น.หรือแม้แต่ในปัจจุบัน เราก็พบว่ามีวีรบุรุษโผล่ขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ ทั้งที่เป็นวีรบุรุษทั้งทางโลกย์ วีรบุรุษทางธรรม แนวพุทธศาสตร์ ไสยศาสตร์จำนวนมาก บ้างออกมาวิ่ง บ้างออกมาแจกตังค์ บ้างออกมาเสกเป่า ต้องบอกก่อนว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดที่เขาอาสาจะช่วยคน ช่วยสังคม.แต่ก็ต้องบอกกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ปรากฎการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้นเพราะ การเมืองที่มันไม่ดี ไม่มั่นคง หรือในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง รวมถึงรัฐที่ไร้ประสิทธิภาพ สามารถตามอ่านงานศึกษาปรากฎการณ์ทางศาสนาเช่นนี้ได้เยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะ “ลัทธิเสด็จพ่อ ร.5” ของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ “ลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผี” ของ อ.พัฒนา กิติอาษา หรือแม้แต่งาน “ครูบาคติใหม่” ของผู้เขียนเอง.ดังนั้นอย่าพึ่งเข้าใจผิด คิดไปว่าสังคมเรา บ้านเมืองเรา กำลังจะดีเพราะมีวีรบุรุษเกิดขึ้นในบ้านเมืองมากมาย ไม่ใช่ว่าอุ๊ยยย ดีใจ! คนนั้นก็ออกมาวิ่ง คนนี้ก็ออกมาแจกตังค์ ป่วยไข้ก็มีหน่วยแพทย์อาสา (กว่าจะมารอประมาณ 3 ชาติเศษ) อย่าได้ดีใจเด็ดขาด อย่าพึ่งไปสรรเสริญเยินยอกันจนไม่ลืมหูลืมตาขนาดนั้น.การมีวีรบุรุษเกิดขึ้นในสังคมจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่า การบ้านการเมืองหรือผู้คนในสังคมนั้นมันดี แต่เพราะว่ามันไม่ดี มันแย่ มันไม่มั่นคงต่างหาก วีรบุรุษจึงมีบทบาท จึงมีที่ยืน ขอพูดได้สั้นๆ เลยครับว่า “ถ้าการเมืองดี เราจะไม่มีวีรบุรุษเกิดขึ้น”.เพราะฉะนั้น ถ้าการบ้านการเมือง หรือ ผู้คนในสังคมมีชีวิตดี รัฐบาลดูแลประชาชน ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สวัสดิการด้านต่าง ๆ อย่างทั่วถึง และเสมอภาค เคารพในสิทธิเสรีภาพ เคารพคนในฐานะคนเท่ากัน เราก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา หรือรอคอยความกรุณาปราณี จากพวกวีรบุรุษ หรือพระโพธิสัตว์องค์ใด.ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย ถ้ารัฐเห็นค่าในชีวิตของคนในสังคม มากเท่ากับยุทโธปกรณ์ทางการทหาร ให้ความสำคัญกับเรื่องระบบสาธารณสุข ให้งบประมาณซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ได้มากเท่า ๆ กับซื้อรถถัง จะต้องมีใครออกมาวิ่งหาเงินซื้อเครื่องมือแพทย์ไหม หรือถ้ารัฐให้สำคัญกับการศึกษา ทำให้ทุกคนได้เรียนโรงเรียนดี ๆ ครูเก่ง ๆ มีทุนการศึกษาเยอะ ๆ เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ต้องมีใครจำใจออกบวชเพื่อเรียนหนังสืออีกไหมในโลกยุคปัจจุบัน.แต่ก็น่าสงสัยว่า หรือเพราะการเมืองไม่ดี มันทำให้วีรบุรุษมีที่ยืน มีชื่อเสียง มีบารมี วีรบุรุษบางคนจึงออกมาขัดขวางการพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจ และการเมือง อยากแช่แข็งสังคมแบบนี้ไว้นาน ๆ ไม่อยากให้คนลืมตาอ้าปากได้ ไม่อยากให้เกิดความเท่าเทียม เพราะถ้าสังคมมันดี การเมืองมันดี เขาก็จะไม่มีพื้นที่ในการสร้างบารมี ไม่มีพื้นที่สร้างชื่อเสียง เป็นอย่างนี้หรือเปล่านะ....ฝากไว้ให้คิด กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ......เรื่อง : ณัฐพงศ์ ดวงแก้ว

แกง: ยุทธศาสตร์พี่คือ #ทำให้ชีมึน

ยากที่ปฏิเสธได้ว่า การชุมนุมในปี 2020 เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและฝ่ายรัฐบาล ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลมีอำนาจทั้งในทางการบังคับใช้กฎหมาย และในการใช้งบประมาณในการควบคุมปราบปรามผู้เห็นต่างอยู่ในมืออย่างเต็มเปี่ยม .ผู้ชุมนุมที่มีเพียงอำนาจในการแสดงความคิดเห็นที่ถูกรับรองในรัฐธรรมนูญ และเมื่อพวกเขาเห็นความไม่ชอบมาพากล ในการใช้อำนาจกำจัดผู้เห็นต่างจากรัฐบาล และความไร้ประสิทธิภาพในบริหารราชการและเศรษฐกิจ ความโกรธแค้นที่อัดอั้นมานานจึงได้ปะทุขึ้นกลายเป็นไฟลามทุ่งในที่สุด.หนึ่งในกลยุทธ์ที่ผู้ชุมนุมใช้คือ #ทำให้ชีมึน หมายถึงการสับขาหลอกให้ฝ่ายผู้มีอำนาจงงงวย โดยการ “แกง” ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า "แกล้ง" เห็นได้จากการใช้กลยุทธ์ประกาศจุดนัดหมายการชุมนุมอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ฝ่ายผู้มีอำนาจเตรียมตัวได้ทัน หรือในบางครั้งอาจจะต้องรอเก้อ เพราะผู้ชุมนุมประกาศไม่ชุมนุม .ถ้าจะถามว่าทำไมต้อง “แกง” กันด้วย นั่นก็เพราะว่าความกลัวว่าผู้เข้าร่วมการชุมนุมจะเป็นอันตราย เพราะรัฐบาลได้เตรียมแผนการสลายการชุมนุมไว้เรียบร้อยแล้ว .ในด้านหนึ่ง ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มผู้ชุมนุมมากมายว่า “สู้แบบนี้เมื่อไหร่จะชนะ” หรือ “เมื่อไหร่จะยกระดับการชุมนุม”.มีคำกล่าวหนึ่งในหนังสือชื่อ Discourse on Voluntary Servitude ซึ่งเขียนโดย เอเตียน เดอลาโบตี (Etienne de la Boetie) นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศสที่ว่า .“ไม่มีความจำเป็นใดใดที่เราจะต้องไปต่อสู้ด้วยพละกำลังเพื่อโค่นล้มทรราชย์เพียงคนเดียว ทั้งนี้ก็เพราะเขาย่อมปราชัยไปโดยปริยายหากคนในชาติปฏิเสธที่จะยอมทำให้ตัวเองเป็นทาส เราไม่จำเป็นต้องพรากอะไรไปจากเขา เพียงแค่ไม่ต้องมอบสิ่งใดให้แก่เขาก็พอ”(de la Boetie 2006, 116).เราจึงไม่ควรวัดความสำเร็จของการต่อต้านรัฐบาล โดยดูจาก “ผลลัพธ์ทางการเมือง” เช่น สามารถปฏิวัติโค่นล้มอำนาจเดิมได้โดยทันที .ตรงกันข้าม ความสำเร็จของการต่อต้านสะท้อนออกมาผ่าน “การยืนหยัดไม่ยอมแพ้และจินตนาการอันสร้างสรรค์” ของประชาชนทั้งหลายต่างหาก .การต่อต้านเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ อาจดูเป็นการกระทำที่สูญเปล่า หากแต่ความจริงแล้ว นี่คือหินปะการังที่ค่อยๆ ก่อตัวและซ่อนอยู่ใต้น้ำ รอคอยวันเวลาที่จะโค่นล้มรัฐนาวาให้พังครืน.ทุกๆ การต่อสู้ที่ปะทุออกมาอย่างเปิดเผย ย่อมมีพื้นฐานมาจากการดิ้นรนขัดขืนเล็กๆ น้อยๆ แทบทั้งสิ้น เสียงก่นด่าที่คลุมเครือ ถ้อยคำ และท่าทางที่แฝงฝังความหมายใหม่ๆ กลับกลายเป็นอาวุธของประชาชนสามัญที่จะแพร่กระจายไปดังไฟลามทุ่ง .ผู้มีอำนาจต่างรู้สึกได้ถึงความตึงเครียด และกลิ่นอายแห่งการปฏิวัติแข็งข้อ พวกเขาตอบโต้ด้วยการระดมยัดเยียดด้วยคำว่า “ชังชาติ” หรือใช้กำลังและความรุนแรง ไล่ล่าและปราบปรามผู้ต่อต้านคนแล้วคนเล่าอย่างไร้เหตุผล ซึ่งเห็นได้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน. เช่น การสั่งปิดสื่อที่เห็นต่างสิ่งที่ผู้มีอำนาจอยากได้ยิน เรื่อยไปจนถึงการออกหมายจับดำเนินคดีกับผู้เข้าร่วมชุมนุม.ปฏิกิริยาเหล่านี้ล้วนแต่สะท้อนถึงภาวะ “จนตรอก” ของผู้มีอำนาจ บางสิ่งบางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วในจิตสำนึกของผู้ถูกปกครอง และมันไม่สามารถแก้ไขให้กลับไปเป็นเช่นอดีตได้.ยุทธศาสตร์ #ทำให้ชีมึน ที่ใช้กับรัฐบาลนี้ คือ การบ่อนเซาะโครงสร้างอำนาจในไทย ที่ยังคงล้าหลัง และมันสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยแบบเน้นการมีส่วนร่วม เน้นอัตลักษณ์ที่หลากหลาย .ทั้งกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ขบวนการแรงงาน กลุ่ม LGBTQs รวมทั้งองคาพยพต่างๆ ในสังคม ซึ่งยุทธศาสตร์แบบนี้มันเป็นผลดีต่อฝ่ายประชาชนในการโค่นล้มรัฐบาลและชนชั้นนำผู้กุมอำนาจเศรษฐกิจการเมืองในระยะยาว..

.เรื่อง : สุธาวัฒน์ ดงทอง