News

จาก 19 ก.ย.49 ถึง 19 ก.ย.63 : สังคมไทยเรียนรู้อะไร

หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้เกิดการรัฐประหารรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยที่มี ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็น นายกรัฐมนตรี โดย…”คณะรัฐประหาร” ที่เรียกตัวเองว่า “ คมช.”.การรัฐประหารในครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการสืบทอดอำนาจของเผด็จการสีเขียว ซึ่งยังได้ทำการต่อเนื่องอีกครั้งในปี 2557 โดยคณะ “คสช.” ที่เป็นต้นทางการสืบทอดอำนาจต่อมาของคณะรัฐบาลปัจจุบัน.การรัฐประหารที่เป็นมรดกจาก “คมช.” สู่ “คสช.” คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการต่างๆ ที่บิดเบี้ยว ทั้งนี้ด้วยเหตุผลเดียวคือ การทำลายคณะบุคคลที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ทำลายระบบความยุติธรรมของประเทศ ขัดกับหลักนิติธรรมจนขาดความน่าเชื่อถือ อีกทั้งตัดตอนกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ ในกลไกการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยของสังคมไทย จนส่งผลกระทบรุนแรงถึงระบบการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ที่รวมศูนย์อำนาจผ่านกลไก สว. ระบบเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ไร้ทางออกที่กำลังส่งผลให้ประเทศและประชาชนกำลังจะล่มสลาย การใช้งบประมาณในการฟื้นฟูระบอบทหารด้วยการจัดซื้ออาวุธที่ไม่ได้มีความจำเป็นเพียงพอ เมื่อเทียบกับการขาดไร้ความมั่นคงทางปากท้อง ส่งผลต่อการไร้ความสุขและความหวังในชีวิตของประชาชนไทย สังคมไทย โดยผู้นำรัฐบาลทหารที่พยายามสร้าง “รัฐทหาร” ขึ้นใหม่ ได้นำพาประเทศถอยหลังกลับไปอย่างยากที่จะฟื้นตัวกลับมา.มาถึงวันนี้…ผมคิดว่ากระบวนการเรียนรู้ประชาธิปไตยของนักเรียน นิสิตนักศึกษา และคนรุ่นใหม่ ได้เริ่มต้นอีกครั้ง อย่างมีพัฒนาการ เพราะในช่วงเวลานับตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 นั้น ท่ามกลางบริบทของสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และหลักการที่บิดเบี้ยว สองมาตรฐาน พวกเขาล้วนเรียนรู้ และเติบโตขึ้นมาซึ่งได้กลายเป็นที่มาของแนวคิดเสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรมของสังคม คำถามสำคัญที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ตั้งคำถามกับความล้มเหลวของกระบวนการต่างๆ ที่ผ่านมา และเป็นส่วนหนึ่งของการตกผลึกทางความคิดที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง อันเป็นเหตุผลในการนัดชุมนุมในวันที่ 19 กันยายน นี้.สิ่งหนึ่งที่สำคัญและชัดเจน ที่อธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นของการเคลื่อนไหวของเยาวชน นักเรียน นิสิตนักศึกษา ประชาชน ในช่วงปัจจุบันคือ.“ระบอบเผด็จการ” ที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน และห่างไกลจากความเป็นประชาธิปไตย นั้น …มิใช่คำตอบที่จะทำให้เกิดการกินดี อยู่ดี และชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน และมิได้อำนวยให้เกิดความเคารพ และมีหลักประกันในสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน.“คนดี มิใช่คำตอบที่มาทดแทนระบบที่ดี เพราะอำนาจที่ไร้การควบคุม ไร้การตรวจสอบ มักทำให้คนดีผิดเพี้ยนและคอรัปชั่น แต่ในทางตรงข้าม…ระบบที่ดีที่มีการตรวจสอบ และถ่วงดุลต่างหาก ที่สร้างหลักประกันและสามารถควบคุมอำนาจต่างๆ ให้ประชาชน เกิดความมั่นใจ”. นี่คือ…พัฒนาการของกระบวนการประชาธิปไตยที่สังคมไทยต้องเรียนรู้ และต้องช่วยกันป้องกันมิให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ อย่างเช่นในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา.ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้ลูกหลานของเรา ได้สานฝันและกำหนดอนาคตที่พวกเขาพึงประสงค์ ด้วยตัวของพวกเขาเอง.“อนาคต และความเป็นประชาธิปไตย ต้องเกิดขึ้นและถูกกำหนดด้วยสองมือของพวกเขา และเสร็จสิ้นผ่านเจตนารมณ์และปัญญาบริสุทธิ์ของคนรุ่นเขาเอง”.หากจะมีการกระทำใดๆ ที่เป็นการใช้เงื่อนไขความรุนแรง เพื่อละเมิดสิทธิหรือทำร้ายเยาวชน นักเรียน นิสิตนักศึกษา ประชาชนที่รักประชาธิปไตย ผมขอให้ร่วมกันจับตามอง เฝ้าระวัง เพื่อให้สายตาของสาธารณชนได้ร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดการคุกคามทำร้ายแก่ขบวนการประชาธิปไตย และป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำที่ก้าวสู่อำนาจใหม่อีกครั้งของเผด็จการในทุกรูปแบบ.ภูมิธรรม เวชยชัย19 กันยายน 2563

กลุ่ม CARE มั่นใจข้อเสนอตั้งกองทุนอุ้ม SMEs 2 ล้านล้านบาท

กลุ่ม CARE มั่นใจข้อเสนอตั้งกองทุนอุ้ม SMEs 2 ล้านล้านบาทช่วยพลิกวิกฤติประเทศหลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2563 กลุ่ม CARE ได้เสนอมาตรการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจ ด้วยการให้รัฐบาลตั้งกองทุนมูลค่า 2 ล้านล้านบาท ที่มาจากการออกพันธบัตรระยะ 100 ปี อัตราดอกเบี้ย 0.01% ขายให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อนำเงินนั้นไปถือหุ้นในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรายละ 50% จำนวนเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท ในระยะเวลา 7 ปี ทำให้มีความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง เป็นการพิมพ์ธนบัตรเปล่าออกมามากเกินไป และอาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงในวันนี้ (17 กันยายน 2563) ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ สมาชิกเริ่มต้นกลุ่มแคร์ ได้ตอบข้อสงสัยต่างๆ ผ่าน Facebook Live ว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องทุนสำรองในการพิมพ์ธนบัตร เพราะในปัจจุบันไทยมีเงินทุนสำรอง 275,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดด้วยอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันที่ประมาณ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ เท่ากับมีเงินสำรองกว่า 8 ล้านล้านบาท ขณะที่ธนบัตรที่พิมพ์ออกมาในปัจจุบันอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านบาทเท่านั้นเมื่อเทียบกับธนาคารกลางขนาดใหญ่ของโลก 3 แห่งย้อนหลัง 15 ปี จะพบว่ามีการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้นจะ 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2548 มาเป็น 15.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน หรือพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า ในขณะที่ประเทศไทย ในปี 2548 มีเงินในระบบ 820,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมาเป็น 2.4 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นเพียง 2.5 เท่า นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า จึงมีโอกาสในการขยายเพดานการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มอีกส่วนเรื่องอัตราเงินเฟ้อก็ยิ่งไม่ต้องกังวล เพราะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อของประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมายมาโดยตลอด ขณะที่เรื่องหนี้สาธารณะยังไม่ต้องห่วงมากนัก ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญคุณภาพของการฟื้นตัวหลังวิกฤติเป็นสำคัญมากกว่า ถ้าการฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง เศรษฐกิจเติบโต อัตราหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ก็จะลดลงโดยปริยายดร.ศุภวุฒิ กล่าวอีกว่าการจัดตั้งกองทุนครั้งนี้ นอกเหนือเงินจากรัฐ 2 ล้านล้านบาทแล้ว ยังจะมีเงินจากผู้ประกอบการและธนาคารพาณิชย์ในจำนวนเท่ากัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4 ล้านล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลสามารถเก็บภาษีได้ถึง 680,000 ล้านบาท เพราะเงื่อนไขสำคัญของการให้รัฐเข้าไปถือหุ้นในกิจการ คือการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านบัญชี เข้าสู่ระบบภาษี ทำให้รัฐสามารถขยายฐานการเก็บภาษีได้มากขึ้นขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสที่ภาคธุรกิจจะปรับตัว สร้างสรรค์ธุรกิจใหม่หลังจากการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 พร้อมไปกับการปรับโครงสร้างประเทศที่ขับเคลื่อนโดยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เป็นรากฐานของไทย ซึ่งเมื่อผู้ประกอบการมีทุนใหม่ มีผู้ถือหุ้นที่มั่นคงก็กล้าที่จะมีจินตนาการ คิดนอกกรอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้กับประเทศไปในตัว โดยยังสามารถคงการจ้างงาน รวมไปถึงจ้างงานใหม่ ดีกว่ามาตการจ้างงานระยะสั้น 1 ปีของภาครัฐที่ออกมาแต่ไร้ยุทธศาสตร์ชัดเจน

เลิกปลุกความกลัว : เร่งสร้างความมั่นใจ : สู้ภัยโควิด

กลุ่ม CARE ชี้ อัตราการตายต่ำ ระบบบริการแพทย์และสาธารณสุขพร้อม ตั้งกองทุนรัฐถือหุ้นธุรกิจ พร้อมเดินหน้าเปิดประเทศอย่างรอบคอบ..การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 กระทบต่อธุรกิจเป็นวงกว้าง เห็นได้จากมาตรการพักชำระหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีผู้ประกอบการกว่า 12 ล้านบัญชี มูลหนี้กว่า 7.2 ล้านล้านบาท ได้เข้าร่วม แต่มาตรการดังกล่าวกำลังจะหมดลง ผู้ประกอบการจำนวนมากยังขาดสภาพคล่อง ไร้ศักยภาพในการชำระหนี้ ซึ่งอาจจะสร้างผลกระทบต่อสถาบันการเงินในวงกว้าง..กลุ่มแคร์ คิด เคลื่อน ไทย มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้เสนอแนวทางรับมือวิกฤติเศรษฐกิจต่อผู้เกี่ยวข้อง ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ สมาชิกเริ่มต้นกลุ่มแคร์เป็นห่วงว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันจะทำให้ประมาณร้อยละ 30 ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีอยู่เกือบ 1 ล้าน 2 แสนรายทั่วประเทศ ไม่สามารถชำระหนี้ได้ และส่งผลกระทบต่อภาคธนาคารรวมกันกว่า 7 แสนล้านบาท..นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง สถาบันการเงินไม่มีความมั่นใจในการปล่อยกู้ จึงเป็นตัวเร่งให้เกิดการยึดทรัพย์จากลูกหนี้ไปเก็บรวบรวมไว้ที่สถาบันการเงินยิ่งทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหดหายลงไปอีก ดร.ศุภวุฒิ จึงเสนอให้ภาครัฐ “…จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม…” มูลค่า 2 ล้านล้านบาท คล้ายกับการจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินในยุควิกฤติต้มยำกุ้ง ที่ครั้งนั้นใช้สำหรับการดูแลภาคธนาคาร..บทบาทของกองทุนนี้คือการให้รัฐเข้าไปถือหุ้นในธุรกิจที่ต้องการได้รับการช่วยเหลือไม่เกิน 7 ปีในสัดส่วนร้อยละ 50 แต่วางตัวเองเป็น Passive Investor หรือนักลงทุนที่รอรับผลตอบแทนไม่ยุ่งกับการบริหาร ขณะเดียวกัน เจ้าของธุรกิจเดิมเพิ่มเงินเข้าไปอีกร้อยละ 20 เพื่อสร้างความมั่นใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้อีกร้อยละ 30 ..ธุรกิจที่ขอรับความช่วยเหลือ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องปรับกระบวนการประกอบกิจการ และการทำบัญชีให้เข้มงวดรัดกุม เข้ามาอยู่ระบบภาษีที่ถูกต้อง ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้รัฐสามารถเก็บภาษีจากธุรกิจที่เข้าไปฟื้นฟูได้ในอนาคต ขณะเดียวกันธุรกิจยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้เพราะการขับเคลื่อนจากตัวผู้ประกอบการที่เข้าใจในธุรกิจที่ทำอยู่ ผนวกกับเงินทุนใหม่ที่รัฐและสถาบันการเงินอัดฉีดเข้าไปให้ สามารถคงการจ้างงานประกอบกับก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่ได้ ..นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาในปัจจุบันไม่น่ากังวล อีกทั้งมีผลวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าเชื้อไวรัสเริ่มอ่อนแอลง อัตราการเสียชีวิตจากไวรัสลดลงมากเมื่อเทียบกับช่วงระบาดใหม่ๆ จนเกือบจะใกล้เคียงกับอัตราการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ ประกอบกับการรู้จักวิธีรับมือกับโรค โดยในไม่ช้าโรคนี้อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่น จึงไม่จำเป็นต้องรอจนมีวัคซีนถึงจะเปิดประเทศได้ เพราะยิ่งปิดประเทศนานเท่าไหร่ยิ่งทำลายเศรษฐกิจของประเทศ ..ที่ผ่านมารัฐบาลสร้างความกลัวให้กับประชาชนมากเกินไปและยึดติดกับตัวเลขการติดเชื้อที่เป็นศูนย์ ทั้งๆ ที่โรคนี้อยู่รอบตัวเราแต่ไม่แสดงอาการ ดังจะเห็นได้จากกรณี ดีเจ หรือคนที่เดินทางไปตรวจพบเชื้อที่ญี่ปุ่น ดังนั้นรัฐบาล “…ต้องยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน…” เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกภาคส่วน เพราะความสำเร็จในการควบคุมโรคไม่ได้มาจากการกฎหมาย แต่มาจากการทำงานเชิงรุกของกระทรวงสาธารณสุขและ อสม. ..รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยว โดยนายแพทย์สุรพงษ์ ได้เสนอแนวคิด “…สองประเทศ หนึ่งระบบตรวจคัดกรองการติดเชื้อของผู้เดินทาง…” โดยเริ่มกับประเทศจีนก่อน ด้วยการเจรจาการวางระบบมาตรฐานการตรวจคัดกรองโรคที่ยอมรับกันทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดการเดินทางไปมาหาสู่กันได้ โดยให้มีการตรวจหาเชื้อภายใน 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง..เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง เช่น ภูเก็ต ให้อยู่ในสถานที่ที่จัดไว้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว มีการให้ใส่อุปกรณ์ติดตามตัว จัดตารางการท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ให้เหลื่อมเวลากับคนในประเทศ และเพื่อเป็นการช่วยเหลือชุมชน อาจให้ที่พักเหล่านั้นปรุงอาหารโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่น โดยก่อนกลับมีการตรวจโรคอีกครั้ง เพื่อทำให้เมื่อกลับไปถึงประเทศต้นทางแล้วไม่จำเป็นต้องกักตัว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศฟื้นขึ้นมาได้