กลุ่ม CARE มั่นใจข้อเสนอตั้งกองทุนอุ้ม SMEs 2 ล้านล้านบาท

กลุ่ม CARE มั่นใจข้อเสนอตั้งกองทุนอุ้ม SMEs 2 ล้านล้านบาทช่วยพลิกวิกฤติประเทศหลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2563 กลุ่ม CARE ได้เสนอมาตรการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจ ด้วยการให้รัฐบาลตั้งกองทุนมูลค่า 2 ล้านล้านบาท ที่มาจากการออกพันธบัตรระยะ 100 ปี อัตราดอกเบี้ย 0.01% ขายให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อนำเงินนั้นไปถือหุ้นในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรายละ 50% จำนวนเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท ในระยะเวลา 7 ปี ทำให้มีความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง เป็นการพิมพ์ธนบัตรเปล่าออกมามากเกินไป และอาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงในวันนี้ (17 กันยายน 2563) ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ สมาชิกเริ่มต้นกลุ่มแคร์ ได้ตอบข้อสงสัยต่างๆ ผ่าน Facebook Live ว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องทุนสำรองในการพิมพ์ธนบัตร เพราะในปัจจุบันไทยมีเงินทุนสำรอง 275,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดด้วยอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันที่ประมาณ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ เท่ากับมีเงินสำรองกว่า 8 ล้านล้านบาท ขณะที่ธนบัตรที่พิมพ์ออกมาในปัจจุบันอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านบาทเท่านั้นเมื่อเทียบกับธนาคารกลางขนาดใหญ่ของโลก 3 แห่งย้อนหลัง 15 ปี จะพบว่ามีการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้นจะ 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2548 มาเป็น 15.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน หรือพิมพ์เงินเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า ในขณะที่ประเทศไทย ในปี 2548 มีเงินในระบบ 820,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมาเป็น 2.4 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นเพียง 2.5 เท่า นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า จึงมีโอกาสในการขยายเพดานการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มอีกส่วนเรื่องอัตราเงินเฟ้อก็ยิ่งไม่ต้องกังวล เพราะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อของประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมายมาโดยตลอด ขณะที่เรื่องหนี้สาธารณะยังไม่ต้องห่วงมากนัก ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญคุณภาพของการฟื้นตัวหลังวิกฤติเป็นสำคัญมากกว่า ถ้าการฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง เศรษฐกิจเติบโต อัตราหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ก็จะลดลงโดยปริยายดร.ศุภวุฒิ กล่าวอีกว่าการจัดตั้งกองทุนครั้งนี้ นอกเหนือเงินจากรัฐ 2 ล้านล้านบาทแล้ว ยังจะมีเงินจากผู้ประกอบการและธนาคารพาณิชย์ในจำนวนเท่ากัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4 ล้านล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลสามารถเก็บภาษีได้ถึง 680,000 ล้านบาท เพราะเงื่อนไขสำคัญของการให้รัฐเข้าไปถือหุ้นในกิจการ คือการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านบัญชี เข้าสู่ระบบภาษี ทำให้รัฐสามารถขยายฐานการเก็บภาษีได้มากขึ้นขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสที่ภาคธุรกิจจะปรับตัว สร้างสรรค์ธุรกิจใหม่หลังจากการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 พร้อมไปกับการปรับโครงสร้างประเทศที่ขับเคลื่อนโดยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เป็นรากฐานของไทย ซึ่งเมื่อผู้ประกอบการมีทุนใหม่ มีผู้ถือหุ้นที่มั่นคงก็กล้าที่จะมีจินตนาการ คิดนอกกรอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้กับประเทศไปในตัว โดยยังสามารถคงการจ้างงาน รวมไปถึงจ้างงานใหม่ ดีกว่ามาตการจ้างงานระยะสั้น 1 ปีของภาครัฐที่ออกมาแต่ไร้ยุทธศาสตร์ชัดเจน