เพราะ “บุญกรรม” หรือโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม หนุนนำให้เรา “จน”

เพราะ "บุญกรรม" หรือโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม หนุนนำให้เรา "จน"


“บุญกรรม” เป็นพื้นฐานความเชื่อทางพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลต่อวิธีคิด โลกทัศน์ และวิถีชีวิต ของคนไทยส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก โดยมักจะเชื่อกันว่า ชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันขณะนี้ ไม่ว่าจะสถานะทางเศรษฐกิจ หรือสถานะทางสังคมล้วนเกิดขึ้นจากเหตุแห่งบุญกรรมที่เคยกระทำไว้ในอดีตชาติ 
.
เช่น คนที่เกิดมาเป็นคนรวย ก็เชื่อว่าเพราะในอดีตชาติได้ทำบุญให้ทานไว้เยอะ จึงได้เกิดมาเป็นคนรวย หรือคนที่เกิดมาจน ก็เชื่อว่าเพราะอดีตชาติเราทำบุญให้ทานมาน้อย จึงทำให้ต้องเกิดมาเป็นคนจน 
.
ดังนั้นจึงเชื่อว่าในชาตินี้เ ราควรหมั่นให้ทาน รักษาศีล เพื่อสร้างกุศลกรรมไว้ในภายภาคหน้า กุศลกรรมนั้นอาจจะทำให้ชีวิต หรือสถานะทางสังคมของเราดีขึ้น (ในอนาคตกาล) เช่น อาจจะเกิดมาเป็นคนรวย หรือเกิดมามียศฐาบรรดาศักดิ์ เป็นต้น
.
โอเค…ความเชื่อไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล เป็นเรื่องเสรีภาพทางความเชื่อ ที่ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไรก็ได้ตามสิทธิเสรีภาพของตนเอง แต่ปัญหาใหญ่ของความเชื่อเช่นนี้คือ มันทำให้คนในสังคมไทยเกิดภาวะแห่งการสยบยอม เพียงเพราะเชื่อว่า “ก็เขาเป็นคนมีบุญ” 
.
แต่คำถามสำคัญที่ผู้เขียนอยากจะชวนให้ทุกคนร่วมคิด คือ เอ๊ะ…!! ในทุกวันนี้ที่เราจน ที่ชีวิตของเราไม่ดี ที่เราต้องถูกดูถูก ที่เราต้องถูกเหยียดหยาม หรือที่บีบให้เราต้องยอมรับว่าเป็นพวก “โง่ จน เจ็บ” มันเป็นเหตุแห่งบุญกรรม หรือเพราะโครงสร้างสังคมที่มันไม่เป็นธรรม จึงทำให้พวกเราจน จึงทำให้พวกเราไม่มีอันจะกิน และต้องยอมแบกรับสถานะ “โง่ จน เจ็บ” ของเราแบบนี้
.
หลายคนคงเคยได้ยินวลีที่ว่า “รวยกระจุก จนกระจาย” ผู้เขียนคิดว่าวลีนี้ สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นสภาวะ “รวยกระจุก จนกระจาย” จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผลจากบุญกรรมแต่อย่างใด แต่ที่มันเป็นเช่นนี้ เกิดขึ้นเพราะปัญหาเชิงโครงสร้างสังคม
.
ที่ว่า “รวยกระจุก จนกระจาย” มันเป็นเพราะว่าสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง คนจำนวนเพียงแค่ 1% ครอบครองที่ดินมากกว่าคน 90% ของประเทศ คนจำนวนเพียงแค่ 1% มีความร่ำรวยมากกว่าคนกว่า 90% รายได้ของกลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุด เมื่อเทียบกับคนที่มีรายได้น้อยที่สุด ห่างกันถึง 10.3 เท่า จนทำให้สังคมไทยถูกจัดอันดับจาก Global Wealth Report ในเดือนธันวาคม 2561 ติดอันดับที่ 4 ของประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก 
.
ความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ เกิดขึ้นจากปัญหาเชิงโครงสร้างหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจที่มีการคอปรัปชั่น เอื้อประโยชน์ให้เฉพาะกลุ่มคนที่ถือครองความร่ำรวยกันเอง ในด้านการเมือง รัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพและไม่สนใจที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง เป็นเพียงรัฐบาลที่พยายามรักษาอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองเท่านั้น ออกนโยบายอะไรมาก็เพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กลุ่มทุน และเพื่อรักษาอำนาจของตนเอง
.
และที่สำคัญที่สุด คือ ความไม่เป็นประชาธิปไตยในสังคม ซึ่งทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม ทำให้ประชาชนขาดสิทธิและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ไม่ว่าจะทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา หรือแม้แต่บริการสาธารณสุข สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสิ่งที่ทำให้เรา “จน จน จน” ไม่ใช่เพราะผลจากบุญกรรมแต่ชาติปางก่อน
.
มักจะมีคนรวยและชนชั้นกลางบางคน มองว่าคนจนเป็นพวกขี้เกียจ เรามักจะได้ยินวลีเหล่านี้บ่อย ๆ เช่น วลีที่ว่า “ไม่อยากจน ก็จงขยันกว่านี้” เอาเข้าจริง ๆ แล้ว การที่พวกเขาจนนั้นไม่ใช่เพราะเขาไม่ขยัน แต่โครงสร้างสังคมที่มีปัญหาต่างหาก ที่ทำให้พวกเขาจน  
.
หากจะเปรียบให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น ทาสในอดีต ทำงานขยันแทนตายก็ไม่สามารถพ้นจากความเป็นทาส หรือเจริญก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจ และสถานะทางสังคมได้ เพราะโครงสร้างสังคมบีบให้เขาต้องป็นทาส ไม่ว่าจะขยันแค่ไหนก็ตาม เช่นเดียวกับคนจนในปัจจุบัน จะขยันให้ตายอย่างไร ก็ไม่มีวันที่สถานะทางเศรษฐกิจจะดีขึ้นได้ เพราะโครงสร้างสังคมมันทำให้เขาต้องจน
.
ดังนั้นทางออกที่ง่ายที่สุดสำหรับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ อย่างแรกเลย คือ พวกเราต้องทบทวนความคิด และปรับวิธีคิดใหม่เสียก่อนว่า ความจน และการขาดโอกาสของพวกเรา “ไม่ได้เป็นเพราะผลจากบุญกรรม ” และต้องปรับความคิดใหม่ให้ได้ว่า “เราสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ หากเราไม่สยบยอมต่ออำนาจ” เพียงเพราะเชื่อว่าเขามีบุญมากกว่าเรา เราต้องเลิกเชื่อว่าเพราะเขามีบุญ เขาถึงรวย แต่เราควรคิดใหม่ว่า เพราะโครงสร้างสังคมที่มีปัญหานี้ต่างหากที่เอื้อให้เขารวย และทำให้เราจนดักดานอยู่อย่างนี้ และเราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ด้วยอำนาจของพวกเราในฐานะเจ้าของประเทศ
.
เพราะฉะนั้น สังคมไทยจึงควรตระหนักได้แล้วว่า “ที่เราจน ไม่ใช่เพราะเรื่องของบุญกรรม ไม่ใช่เพราะไม่ขยัน แต่ที่จนก็เพราะโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาต่างหาก และพวกเราสามารถเปลี่ยนมันได้ หากพวกเราไม่สยบยอมต่อปัญหา ไม่คิดเพียงว่า “เอ่อ…คงเป็นกรรมของเรา” 
.
.
.
เรื่อง : ณัฐพงศ์ ดวงแก้ว
.
#เราไม่ได้จนเพราะเป็นกรรม
#แต่เราจนเพราะโครงสร้างสังคมที่เป็นปัญหา 

Nattapong Doungkaew

Nattapong Doungkaew

B.A.South-East Asia Studies Program, M.A. History Thammasat University.