แกง: ยุทธศาสตร์พี่คือ #ทำให้ชีมึน

ยากที่ปฏิเสธได้ว่า การชุมนุมในปี 2020 เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและฝ่ายรัฐบาล ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลมีอำนาจทั้งในทางการบังคับใช้กฎหมาย และในการใช้งบประมาณในการควบคุมปราบปรามผู้เห็นต่างอยู่ในมืออย่างเต็มเปี่ยม .ผู้ชุมนุมที่มีเพียงอำนาจในการแสดงความคิดเห็นที่ถูกรับรองในรัฐธรรมนูญ และเมื่อพวกเขาเห็นความไม่ชอบมาพากล ในการใช้อำนาจกำจัดผู้เห็นต่างจากรัฐบาล และความไร้ประสิทธิภาพในบริหารราชการและเศรษฐกิจ ความโกรธแค้นที่อัดอั้นมานานจึงได้ปะทุขึ้นกลายเป็นไฟลามทุ่งในที่สุด.หนึ่งในกลยุทธ์ที่ผู้ชุมนุมใช้คือ #ทำให้ชีมึน หมายถึงการสับขาหลอกให้ฝ่ายผู้มีอำนาจงงงวย โดยการ “แกง” ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า “แกล้ง” เห็นได้จากการใช้กลยุทธ์ประกาศจุดนัดหมายการชุมนุมอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ฝ่ายผู้มีอำนาจเตรียมตัวได้ทัน หรือในบางครั้งอาจจะต้องรอเก้อ เพราะผู้ชุมนุมประกาศไม่ชุมนุม .ถ้าจะถามว่าทำไมต้อง “แกง” กันด้วย นั่นก็เพราะว่าความกลัวว่าผู้เข้าร่วมการชุมนุมจะเป็นอันตราย เพราะรัฐบาลได้เตรียมแผนการสลายการชุมนุมไว้เรียบร้อยแล้ว .ในด้านหนึ่ง ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มผู้ชุมนุมมากมายว่า “สู้แบบนี้เมื่อไหร่จะชนะ” หรือ “เมื่อไหร่จะยกระดับการชุมนุม”.มีคำกล่าวหนึ่งในหนังสือชื่อ Discourse on Voluntary Servitude ซึ่งเขียนโดย เอเตียน เดอลาโบตี (Etienne de la Boetie) นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศสที่ว่า .“ไม่มีความจำเป็นใดใดที่เราจะต้องไปต่อสู้ด้วยพละกำลังเพื่อโค่นล้มทรราชย์เพียงคนเดียว ทั้งนี้ก็เพราะเขาย่อมปราชัยไปโดยปริยายหากคนในชาติปฏิเสธที่จะยอมทำให้ตัวเองเป็นทาส เราไม่จำเป็นต้องพรากอะไรไปจากเขา เพียงแค่ไม่ต้องมอบสิ่งใดให้แก่เขาก็พอ”(de la Boetie 2006, 116).เราจึงไม่ควรวัดความสำเร็จของการต่อต้านรัฐบาล โดยดูจาก “ผลลัพธ์ทางการเมือง” เช่น สามารถปฏิวัติโค่นล้มอำนาจเดิมได้โดยทันที .ตรงกันข้าม ความสำเร็จของการต่อต้านสะท้อนออกมาผ่าน “การยืนหยัดไม่ยอมแพ้และจินตนาการอันสร้างสรรค์” ของประชาชนทั้งหลายต่างหาก .การต่อต้านเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ อาจดูเป็นการกระทำที่สูญเปล่า หากแต่ความจริงแล้ว นี่คือหินปะการังที่ค่อยๆ ก่อตัวและซ่อนอยู่ใต้น้ำ รอคอยวันเวลาที่จะโค่นล้มรัฐนาวาให้พังครืน.ทุกๆ การต่อสู้ที่ปะทุออกมาอย่างเปิดเผย ย่อมมีพื้นฐานมาจากการดิ้นรนขัดขืนเล็กๆ น้อยๆ แทบทั้งสิ้น เสียงก่นด่าที่คลุมเครือ ถ้อยคำ และท่าทางที่แฝงฝังความหมายใหม่ๆ กลับกลายเป็นอาวุธของประชาชนสามัญที่จะแพร่กระจายไปดังไฟลามทุ่ง .ผู้มีอำนาจต่างรู้สึกได้ถึงความตึงเครียด และกลิ่นอายแห่งการปฏิวัติแข็งข้อ พวกเขาตอบโต้ด้วยการระดมยัดเยียดด้วยคำว่า “ชังชาติ” หรือใช้กำลังและความรุนแรง ไล่ล่าและปราบปรามผู้ต่อต้านคนแล้วคนเล่าอย่างไร้เหตุผล ซึ่งเห็นได้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน. เช่น การสั่งปิดสื่อที่เห็นต่างสิ่งที่ผู้มีอำนาจอยากได้ยิน เรื่อยไปจนถึงการออกหมายจับดำเนินคดีกับผู้เข้าร่วมชุมนุม.ปฏิกิริยาเหล่านี้ล้วนแต่สะท้อนถึงภาวะ “จนตรอก” ของผู้มีอำนาจ บางสิ่งบางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วในจิตสำนึกของผู้ถูกปกครอง และมันไม่สามารถแก้ไขให้กลับไปเป็นเช่นอดีตได้.ยุทธศาสตร์ #ทำให้ชีมึน ที่ใช้กับรัฐบาลนี้ คือ การบ่อนเซาะโครงสร้างอำนาจในไทย ที่ยังคงล้าหลัง และมันสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยแบบเน้นการมีส่วนร่วม เน้นอัตลักษณ์ที่หลากหลาย .ทั้งกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ขบวนการแรงงาน กลุ่ม LGBTQs รวมทั้งองคาพยพต่างๆ ในสังคม ซึ่งยุทธศาสตร์แบบนี้มันเป็นผลดีต่อฝ่ายประชาชนในการโค่นล้มรัฐบาลและชนชั้นนำผู้กุมอำนาจเศรษฐกิจการเมืองในระยะยาว..

.เรื่อง : สุธาวัฒน์ ดงทอง