เพราะการเมืองไม่ดี เราเลยมีวีรบุรุษ

ในความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา น่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อมีหลายต่อหลายคนใช้ประโยคที่กล่าวว่า “ถ้าการเมืองดี เราคงจะไม่…….” เพื่อชี้ให้เห็นปัญหาทางการเมืองจำนวนมากอย่างเป็นรูปธรรม.ที่ประทับใจที่สุดสำหรับผู้เขียน คือ ป้ายที่แปะไว้บนกรวยสีส้ม ซึ่งวางอยู่บนทางเท้าที่พังยับว่า “ถ้าการเมืองดี เราคงไม่มีสิ่งนี้” หรือ อย่างกรณีที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกสะเทือนใจที่สุด คือ คำพูดของสามเณรรูปหนึ่งที่ออกมาร่วมกับผู้ชุมนม กับนักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตย ว่า “ถ้าการเมืองดี ผมคงไม่ต้องบวชเรียนตั้งแต่แรก” คำพูดเหล่านี้มันช่างสะท้อนภาพปัญหาการเมือง ปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ได้เป็นอย่างดี.แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราเปลี่ยนรูปประโยคจากประโยคเงื่อนไข มาเป็นประโยคบอกสาเหตุ คือ เปลี่ยนจากการขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า “ถ้า…” มาเป็นคำว่า “เพราะ…” ก็สามารถอธิบายเหตุและที่มาของปัญหาทางการเมืองนั้น ๆ ได้เหมือนกัน เช่นเดียวกับโจทย์ที่จะเสนอในวันนี้ว่า “เพราะการเมืองไม่ดี เราเลยมีวีรบุรุษ”.คำถามคือ วีรบุรุษมาเกี่ยวข้องอะไรกับการเมือง หลายคนอาจจะไม่ทันได้เอะใจ แต่จากประวัติศาสตร์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในอดีต เราจะเห็นว่ามีปรากฎการณ์การเกิดขึ้นของวีรบุรุษจำนวนมาก ซึ่งมีนามเรียกแตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะ “โพธิสัตว์” “ตนบุญ” “ผีบุญ” “วีรบุรุษ” “วีรสตรี” “กุมารา” “กุมารี” เยอะแยะไปหมด.วีรบุรุษเหล่านี้ เกิดขึ้นได้จากเงื่อนไขความไม่มั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม .ย้อนกลับไปในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 และช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1-2 จะพบว่ามีบุคคลที่ประกาศตนว่าเป็นวีรบุรุษ เพื่อช่วยกอบกู้บ้านเมือง ช่วยเหลือผู้คนในยามที่ตกทุกข์ได้ยากจำนวนมาก.ไม่ว่าจะปรากฎการณ์ “ผีบุญอีสาน” ที่ต่อสู้กับรัฐไทย ในภาคเหนือก็มีการต่อสู้ที่เมืองแพร่ หรือที่รู้จักในนาม “กบฎเมืองแพร่” หรือในเชียงใหม่ อย่าง “กบฎพญาปราบ” “ตนบุญครูบาศรีวิชัย” “นุ่งเหลือง-นุ่งดำ” ทุกขบวนการต่อสู้ของชาวนา ทุกกลุ่มวีรบุรุษเหล่านี้ เกิดขึ้นมาจากความไม่มั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งสิ้น.หรือแม้แต่ในปัจจุบัน เราก็พบว่ามีวีรบุรุษโผล่ขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ ทั้งที่เป็นวีรบุรุษทั้งทางโลกย์ วีรบุรุษทางธรรม แนวพุทธศาสตร์ ไสยศาสตร์จำนวนมาก บ้างออกมาวิ่ง บ้างออกมาแจกตังค์ บ้างออกมาเสกเป่า ต้องบอกก่อนว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดที่เขาอาสาจะช่วยคน ช่วยสังคม.แต่ก็ต้องบอกกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ปรากฎการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้นเพราะ การเมืองที่มันไม่ดี ไม่มั่นคง หรือในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง รวมถึงรัฐที่ไร้ประสิทธิภาพ สามารถตามอ่านงานศึกษาปรากฎการณ์ทางศาสนาเช่นนี้ได้เยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะ “ลัทธิเสด็จพ่อ ร.5” ของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ “ลัทธิพิธีทรงเจ้าเข้าผี” ของ อ.พัฒนา กิติอาษา หรือแม้แต่งาน “ครูบาคติใหม่” ของผู้เขียนเอง.ดังนั้นอย่าพึ่งเข้าใจผิด คิดไปว่าสังคมเรา บ้านเมืองเรา กำลังจะดีเพราะมีวีรบุรุษเกิดขึ้นในบ้านเมืองมากมาย ไม่ใช่ว่าอุ๊ยยย ดีใจ! คนนั้นก็ออกมาวิ่ง คนนี้ก็ออกมาแจกตังค์ ป่วยไข้ก็มีหน่วยแพทย์อาสา (กว่าจะมารอประมาณ 3 ชาติเศษ) อย่าได้ดีใจเด็ดขาด อย่าพึ่งไปสรรเสริญเยินยอกันจนไม่ลืมหูลืมตาขนาดนั้น.การมีวีรบุรุษเกิดขึ้นในสังคมจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่า การบ้านการเมืองหรือผู้คนในสังคมนั้นมันดี แต่เพราะว่ามันไม่ดี มันแย่ มันไม่มั่นคงต่างหาก วีรบุรุษจึงมีบทบาท จึงมีที่ยืน ขอพูดได้สั้นๆ เลยครับว่า “ถ้าการเมืองดี เราจะไม่มีวีรบุรุษเกิดขึ้น”.เพราะฉะนั้น ถ้าการบ้านการเมือง หรือ ผู้คนในสังคมมีชีวิตดี รัฐบาลดูแลประชาชน ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สวัสดิการด้านต่าง ๆ อย่างทั่วถึง และเสมอภาค เคารพในสิทธิเสรีภาพ เคารพคนในฐานะคนเท่ากัน เราก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา หรือรอคอยความกรุณาปราณี จากพวกวีรบุรุษ หรือพระโพธิสัตว์องค์ใด.ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย ถ้ารัฐเห็นค่าในชีวิตของคนในสังคม มากเท่ากับยุทโธปกรณ์ทางการทหาร ให้ความสำคัญกับเรื่องระบบสาธารณสุข ให้งบประมาณซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ได้มากเท่า ๆ กับซื้อรถถัง จะต้องมีใครออกมาวิ่งหาเงินซื้อเครื่องมือแพทย์ไหม หรือถ้ารัฐให้สำคัญกับการศึกษา ทำให้ทุกคนได้เรียนโรงเรียนดี ๆ ครูเก่ง ๆ มีทุนการศึกษาเยอะ ๆ เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ต้องมีใครจำใจออกบวชเพื่อเรียนหนังสืออีกไหมในโลกยุคปัจจุบัน.แต่ก็น่าสงสัยว่า หรือเพราะการเมืองไม่ดี มันทำให้วีรบุรุษมีที่ยืน มีชื่อเสียง มีบารมี วีรบุรุษบางคนจึงออกมาขัดขวางการพัฒนาประเทศ เศรษฐกิจ และการเมือง อยากแช่แข็งสังคมแบบนี้ไว้นาน ๆ ไม่อยากให้คนลืมตาอ้าปากได้ ไม่อยากให้เกิดความเท่าเทียม เพราะถ้าสังคมมันดี การเมืองมันดี เขาก็จะไม่มีพื้นที่ในการสร้างบารมี ไม่มีพื้นที่สร้างชื่อเสียง เป็นอย่างนี้หรือเปล่านะ….ฝากไว้ให้คิด กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ……เรื่อง : ณัฐพงศ์ ดวงแก้ว