สังคมที่บิดเบี้ยว กับเยาวชนที่เป็นผลผลิตในมุมกลับ..

เป็นเวลา 3 เดือนกว่าแล้ว นับตั้งแต่การชุมนุมของนักศึกษาในนามกลุ่ม “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ที่ประชาชนได้ออกมาชุมนุมในทั่วทุกภูมิภาค เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการบริหารงานรัฐบาลและความต้องการประชาธิปไตยของประชาชน .อย่างไรก็ตาม สิ่งผู้เขียนจะให้ความสนใจตานนี้ไม่ใช่เรื่องข้อเรียกร้องหรือยุทธศาสตร์ในการเคลื่อนไหวของม็อบหรอก แต่สิ่งที่สนใจที่สุด คือ การจัดการและความคิดสร้างสรรค์ของม็อบนี้ต่างหาก.ใครหลายคนอาจเรียกม็อบครั้งนี้ว่า “ม็อบคนรุ่นใหม่” แต่เมื่อดูดี ๆ จะพบว่าม็อบนี้ได้รวมคนจากหลายกลุ่ม หลายวัย หลายเจเนอเรชั่น หลายความคิด ไว้ด้วยกันโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันว่าประชาธิปไตยจะบังเกิดขึ้นในที่สุด.จริงที่สุดว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้เป็นของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งหรอก มันคือ ‘การต่อสู้ของราษฎร โดยราษฎร เพื่อราษฎร’ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันถูกจุดประกายและขับเคลื่อนไปด้วยแนวคิดของรุ่นใหม่เป็นตัวตั้ง ผสมกับประสบการณ์และความเก๋าของคนรุ่นก่อนเป็นตัวเสริม (ที่พวกเขาพร้อมใจจะสนับสนุนคนรุ่นใหม่เหล่านี้อย่างเต็มที่).หากตั้งใจมอง คนรุ่นใหม่คือผลผลิตอย่างไม่ตั้งใจของระบบที่ผิดรูปผิดร่างในสังคมที่บิดเบี้ยว พวกเขา (หลายคน) ถูกเลี้ยงดูมาโดยครอบครัวที่ไม่เข้าใจและบิดเบี้ยวตามสังคม.พวกเขาเติบโตในโรงเรียนอำนาจนิยมและระบบการศึกษาที่ไม่ได้ให้อะไร นอกจากบีบบังคับให้เป็นไปตามแบบของแม่พิมพ์ พวกเขาถูกฟูมฟักท่ามกลางสังคมที่วิปริตและบีบบังคับในทุกด้าน.แต่พวกเขากลับสามารถใช้สิ่งต่าง ๆ ที่ได้รับภายใต้โครงสร้างบิดเบี้ยว เพื่อหวังว่าจะสามารถบิดสังคมที่ผิดรูปผิดรอยให้กลับมาตรงอย่างที่ควรจะเป็น……ทั้งคุณและผมที่รวมกันเป็นพวกเรา คงเห็นแล้วว่าม็อบนี้ถูกขัดขวางยังไงบ้างจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร สลายม็อบด้วยรถฉีดน้ำแรงดันสูง ไล่จับแกนนำ ไล่รื้อเต็นท์ ไล่ยึดหม้อกระทะจานชามกาละมังของโรงครัวแม่ยกแห่งชาติ บุกยึดหมวกกันน็อคถึงโรงงาน ไล่ตะเพิดรถขนของ รถเครื่องเสียง รวมถึงรถห้องน้ำ (เลือดเย็นมาก) .รัฐคงคิดว่าจะส่งผลต่อม็อบมากที่สุด อย่างการไล่ยึดลำโพงเครื่องเสียง เพื่อหวังว่าเมื่อม็อบสื่อสารกันเองไม่ได้ ก็คงจะหมดพลังและสลายตัวไปเอง แต่เปล่าเลย รัฐดูถูกเยาวชนเหล่านี้เกินไป.แม้จะถูกขัดขวางจากรัฐด้วยสารพัดวิธีการ แต่คนรุ่นใหม่กลับสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่รัฐไม่เคยตั้งใจจะมอบให้ ในการต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่าได้อย่างน่าประทับใจ .เพราะเมื่อตำรวจยึดรถเครื่องเสียงของม็อบและจับกุมแกนนำ มวลชนจึงเรียนรู้ที่จะสื่อสารกันเองด้วยการตะโกนบอกต่อ ใช้สัญญาณมือ และใช้ป้ายผ้า พวกเขาสามารถสื่อสารกันภายในม็อบ ทำงานร่วมกันได้แม้จะเป็นคนแปลกหน้า พวกเขาเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการม็อบกันเองได้อย่างน่าทึ่ง.ไม่มีเงินเหรอ เปิดระดมทุนให้ทุกคนเป็นท่อน้ำเลี้ยง ไม่มีเสบียงเหรอ ฉันเอาข้าว เอาน้ำ เอาขนม มาแจก ไม่มีหมวก แว่นตา หน้ากากกันแก๊สเหรอ ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันขนมาให้ ไม่มีที่หลับที่นอนเหรอ พ่อค้าแม่ค้าเอาของมาจนเงินหมดเหรอ โอเค ต้องการอะไรบอกมา ฉันจัดการเอง .พวกเขากำหนดศัพท์แสลงที่เข้าใจกันเองภายในกลุ่ม เช่น แกงค์มินเนียน ม็อคค่า แกงเทโพ CIA หรือนาตาชา พวกเขารู้จักการจู๊กหลบเจ้าหน้าที่ด้วยการเปลี่ยนสถานที่ชุมนุม และสามารถนัดหมายกันใหม่ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง.พวกเขาใช้คำเสียดสีที่สร้างสรรค์ในการล้อเลียนเสียดสีผู้มีอำนาจด้วยอารมณ์ขันอย่างร้ายกาจ พวกเขา ‘แกง’ ตำรวจด้วยวิธีการต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กับการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูดอย่างเสรี และแสดงออกตามความถนัดของแต่ละคนแต่ละกลุ่มอย่างอิสระ พวกเขามีความเข้าอกเข้าใจและอดกลั้นต่อความแตกต่าง .ทั้งหมดนี้ที่พวกเขาเรียนรู้และแสดงออก เกิดขึ้นภายใต้ระบบการศึกษาและสังคมที่บิดเบี้ยว สังคมที่ควบคุมและหล่อหลอมให้เป็นไปตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ .แต่พวกเขาคือผลผลิตที่ผู้มีอำนาจไม่ตั้งใจให้เกิดขึ้น คือผลผลิตที่เกิดจากความผิดพลาดและล้มเหลวของสังคมไทย แต่กลับมีศักยภาพและความสร้างสรรค์ได้ขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้น เราลองมาจินตนาการถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ สังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เติบโตตามความสามารถ ประเทศที่ไม่ได้กดทับและกีดกัน แต่รวมทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและรับฟังทุกเสียงเพื่อคนทุกกลุ่ม.ถ้าการเมืองดี ๆ มันเป็นไปได้ เด็กรุ่นใหม่อย่างลูกหลานของคุณลุงคุณป้า อย่างคุณและผมที่รวมเป็นพวกเรา คงจะได้ใช้เวลาไปกับการตามหาความฝัน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามที่พวกเราควรจะได้รับ แทนที่จะต้องมาตามหาประชาธิปไตยที่คนรุ่นปู่ย่าเคยตามหามาทั้งชีวิต และผลผลิตอย่างคนรุ่นใหม่จะมีศักยภาพที่จะช่วยพัฒนาประเทศและสร้างสังคมดี ๆ สำหรับทุกคนได้มากขนาดไหน.ภายใต้สังคมที่ ‘ผู้ใหญ่’ สยบยอมต่อความเป็นไปของสังคมไทยอย่างศิโรราบและสูญเสียความสามารถในการจินตนาการถึงชีวิตที่ดีกว่า คนที่ ‘ผู้ใหญ่’ มองว่าเป็น ‘เด็ก’ กลับมีความฝันอย่างเต็มเปี่ยมว่า ‘สังคมที่ดีกว่า’ มันเป็นไปได้ และพวกเขาหวังว่าสักวันคนรุ่นต่อจากเขา จะได้มีชีวิตอยู่ในประเทศที่ดีกว่าที่พวกเขาต้องเผชิญ. ดั่งปณิธานของเตียง ศิริขันธ์ ขุนพลแห่งภูพาน“ด้วยความหวังว่าลูกหลานจะได้มีชีวิตในประเทศและสังคมที่มีความเป็นธรรม”.แด่ทุกการต่อสู้และดวงวิญญาณที่ยอมสละเพื่อประชาธิปไตย…เรื่อง : อภินัทธ์ เชงสันติสุข